บริษัท เอส.เค. ฟิตติ้ง วาล์ว S.K. Fitting Valve

รูปหน้าของหน้าแปลน (Flange facing)

รูปแบบหน้า Facing ของหน้าแปลน

 

หน้าแปลน เป็นอุปกรณ์สำคัญในระบบท่ออุตสาหกรรม โดยหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อความแข็งแรง ความแนบสนิท และความปลอดภัยของข้อต่อคือ “ผิวหน้าของหน้าแปลน (Flange Facing)” ซึ่งถูกออกแบบมาให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานและแรงดันที่แตกต่างกัน

บทความนี้จะอธิบายผิวหน้าของหน้าแปลนแต่ละประเภทที่ใช้กันทั่วไป พร้อมข้อดี ข้อจำกัด และแนวทางการเลือกใช้งานที่เหมาะสม

1. หน้าแปลนชนิดผิวหน้ายก (Raised Face – RF)


หน้าแปลนชนิดนี้ถูกเรียกว่า “หน้าแปลนผิวหน้ายก” เนื่องจากพื้นผิวสำหรับรับปะเก็นถูกยกขึ้นเหนือรูสลักเกลียว หน้าแปลนชนิดนี้สามารถใช้งานกับปะเก็นหลายแบบร่วมกัน รวมถึงแบบ flat ring sheet และแบบที่มีส่วนประกอบเป็นโลหะ เช่น ปะเก็นวงแหวน ปะเก็นแบบ double jacketed

จุดประสงค์ของหน้าแปลนชนิดผิวหน้ายกคือเพื่อรวมแรงดันบนบริเวณรับประเก็นที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งทำให้ข้อต่อสามารถรับแรงดันได้มากขึ้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและความสูงตามมาตรฐาน ASME B16.5 ขึ้นอยู่กับระดับแรงดันและเส้นผ่าศูนย์กลาง ระดับแรงดันของหน้าแปลนกำหนดความสูงของผิวหน้าที่ยกขึ้น

ผิวหน้าของหน้าแปลนโดยทั่วไปตามมาตรฐาน ASME B16.5 คือ 125 – 250 μin Ra (3 to 6 μm Ra)

ความสูงของผิวหน้ายก

  • คำอธิบายต่อไปนี้ใช้ได้กับผิวหน้าของหน้าแปลนเกือบทุกชนิด ยกเว้นแบบแลปจอยท์ (Lap joint flange):
  • ในชั้นแรงดันระดับ 150 และ 300 ความสูงของผิวหน้ายกจะอยู่ที่ประมาณ 1.66 มม.
    ในชั้นแรงดันระดับ 400, 600, 900, 1500 และ 2000 ความสูงของผิวหน้ายกจะอยู่ที่ประมาณ 6.4 มม.

2. ผิวหน้าแบนหรือผิวหน้าเรียบ (Flat Face – FF)


ผิวหน้าของแปลนบริเวณที่รับปะเก็นจะเรียบเสมอเป็นผิวเดียวตลอดหน้าจาน เรียกกันทั่วไปว่า “หน้าเรียบ” หรือ “หน้าแบน” หน้าแปลนเหล็กหล่อ Class 125 หรือหน้าแปลนที่ทำจากวัสดุอื่นๆที่มีความเปราะ ผิวหน้าของหน้าแปลนจะเป็นแบบ Flat Face ซึ่งควรใช้ปะเก็นขนาดเต็มหน้าจาน เพื่อป้องกันการเกิดแรงบิดและการแตกร้าวขณะกวดน็อตให้แน่น และต้องไม่ใช้กับผิวหน้าแปลนชนิดยก

3. ผิวหน้าแบบลิ้นและร่อง (Tongue and Groove – TG)


ผิวหน้าชนิดลิ้นและร่องต้องเข้ากันได้ บนหน้าแปลนอันหนึ่งจะมีแหวนที่ยกขึ้น (raised ring หรือ tongue) ขณะที่หน้าแปลนคู่กันมีส่วนที่เป็นร่อง (groove) อยู่บนผิวหน้า

หน้าแปลนลิ้นและร่องมีทั้งแบบใหญ่และแบบเล็ก ต่างกับผิวหน้าชนิดตัวผู้และตัวเมียตรงที่เส้นผ่าศูนย์กลางภายในของชนิดลิ้นกับร่องไม่ถูกยืดต่อกับฐานหน้าแปลน ดังนั้นจึงยึดปะเก็นทั้งภายในและภายนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง หน้าแปลนที่มีชนิดผิวหน้าแบบลิ้นและร่องนี้มักใช้กับตัวครอบปั๊ม (pump cover) และวาล์วบอนเนต (valve bonnet)

ข้อต่อที่ใช้หน้าแปลนชนิดลิ้นและร่องนี้มีข้อดีตรงที่มีการจัดระเบียบได้เองและทำให้ต่อได้แนบสนิท ข้อต่อที่ทำเป็นแบบบังใบนี้รักษาองศาการอุ้มรับได้ดี และไม่จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อระดับใหญ่ๆ แต่อย่างใด

ผิวหน้าของหน้าแปลนทั่วไป เช่น RTJ, T&G และ F&M ไม่ควรนำมาใช้เชื่อมต่อร่วมกัน เนื่องจากผิวหน้าสำหรับเชื่อมต่อของหน้าแปลนนั้นไม่เข้ากัน และไม่มีปะเก็นชนิดใดที่ช่วยเชื่อมได้

4. ผิวหน้าแปลนแบบตัวผู้และตัวเมีย (Male-and-Female – M&F)


ผิวหน้าแปลนตัวผู้จะมีบริเวณที่ถูกยืดขึ้นกว่าหน้าแปลนธรรมดา ส่วนผิวหน้าแปลนตัวเมียจะมีร่องลึกลงไปสำหรับต่อเข้าคู่กัน

ผิวหน้าแปลนตัวเมียจะมีความลึก 3/16 นิ้ว ส่วนตัวผู้จะสูง 1/4 โดยทั้งคู่จะมีพื้นผิวที่เรียบเสมอ เส้นผ่าศูนย์กลางด้านนอกของผิวหน้าตัวเมียจะทำหน้าที่รองรับและยึดปะเก็น

ข้อดีและข้อเสียของผิวหน้าแปลนชนิด T&G และ M&F

  • ข้อดี: มีคุณสมบัติในการเชื่อมต่อให้แนบสนิทได้ดี มีการวางตำแหน่งและการกดติด (compression) สำหรับวัสดุที่ใช้สำหรับยึดติดที่แม่นยำมากขึ้น
  • ข้อเสีย: ราคาค่อนข้างแพง และไม่ได้หาซื้อได้สะดวกทั่วไป ผิวหน้ายกหาซื้อได้ง่ายกว่า มีความยากกว่าในการหาประเก็นเนื่องจากประเก็นส่วนใหญ่เป็นประเก็นสำหรับแบบหน้ายกและหน้าเรียบ
บริษัท เอส. เค. ฟิตติ้ง วาล์ว มีบริการดัดแปลงหน้าของหน้าแปลน จากแบบผิวหน้ายก (RF) เป็นแบบผิวหน้าเรียบ(FF) และจาก แบบผิวหน้าเรียบ (FF) เป็นแบบผิวหน้ายก (RF) 
Facebook
Twitter
LinkedIn

Related Reference

Safety Valve คืออะไร เซฟตี้วาล์ว คือ

Safety Valve คืออะไร? หลักการทำงาน ประเภท และต่างจาก Relief Valve อย่างไร

เซฟตี้วาล์ว (Safety Valve) คือวาล์วนิรภัยที่ใช้ระบายแรงดันเกินออกจาก ระบบโดยอัตโนมัติ เมื่อแรงดันภายในระบบสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้ หรือ Set Pressure วาล์วจะเปิดเพื่อระบายออก และเมื่อแรงดันลดลงถึงระดับที่กำหนด วาล์วจะปิดกลับเพื่อให้ระบบทำงานต่อได้ตามปกติ โดยทั่วไป Safety Valve มักใช้กับของไหลที่บีบอัดได้  (compressible fluid)  เช่น ไอน้ำ ก๊าซ ซึ่งเป็นระบบที่ต้องการการระบายแรงดันอย่างรวดเร็วเมื่อแรงดันสูงเกินค่าที่กำหนด  วาล์วชนิดนี้จึงเป็นอุปกรณ์หลักด้านความปลอดภัยในระบบ Boiler, Pressure Vessel, ถังลม, ระบบไอน้ำ, ระบบก๊าซ และอุปกรณ์แรงดันอื่น ๆ หากเลือก Safety Valve ผิดขนาด ตั้งค่าไม่เหมาะสม หรือเลือกวัสดุไม่ตรงกับของไหลและอุณหภูมิใช้งาน วาล์วอาจเปิดผิดจังหวะ ระบายแรงดันไม่ทัน หรือปิดกลับไม่สนิท ซึ่งส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบ Safety Valve ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ Safety Valve  อยู่บนความสมดุลระหว่างแรงดันในระบบกับแรงต้านของสปริง เมื่อแรงดันยังต่ำกว่าค่า Set Pressure สปริงจะกด Disc ให้แนบกับ Seat เพื่อปิดทางระบายไว้ แต่เมื่อแรงดันสูงเกินค่าที่ตั้งไว

อ่านต่อ
เกทวาล์ว คืออะไร gate valve คืออะไร

เกทวาล์ว (Gate Valve) คืออะไร หลักการทำงาน ประเภท และต่างจาก Ball Valve อย่างไร

เกทวาล์ว (Gate Valve) คือวาล์วที่ใช้เปิดหรือปิดการไหลของของไหลในระบบท่อ โดยใช้แผ่นกั้นหรือ Gate เลื่อนขึ้นลงในแนวตั้งฉากกับทิศทางการไหล ในงานระบบท่อมักเรียกว่า วาล์วประตูน้ำ และใช้เป็นวาล์วตัดตอน (Isolating Valve) สำหรับแยกไลน์ท่อ เปิดน้ำ ปิดน้ำ หรือหยุดการไหลในตำแหน่งที่ต้องการ หน้าที่หลักของ Gate Valve คือการเปิดสุด (Fully open) หรือปิดสุด (Fully Closed)  ไม่ใช่วาล์วสำหรับปรับปริมาณการไหล (Flow) หากเปิดวาล์วค้างไว้ในตำแหน่งกึ่งกลาง ของไหลจะผ่านด้วยความเร็วสูง ทำให้ Gate และ Seat สึกหรอเร็วกว่าปกติ และทำให้วาล์วปิดไม่สนิทในระยะยาว  Gate Valve ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ Gate Valve คือการเลื่อน Gate ขึ้นหรือลงในแนวตั้งฉากกับทิศทางการไหล เมื่อหมุน Handwheel หรือควบคุมผ่าน Actuator ก้านวาล์ว (Stem) จะส่งแรงไปยัง Gate ให้ยกขึ้นหรือลดลง เมื่อเปิดวาล์ว Gate จะถูกยกขึ้นจนพ้นทางไหล ทำให้ของไหลผ่านตัววาล์วได้เต็มหน้าตัดท่อ ทำให้ มี pressure drop ต่ำเมื่อเปิดเต็ม เมื่อต้องการปิดวาล์ว Gate จะเลื่อนลงมาประกบกับ Seat เพื่อกั้นของไหลไม่ให้ไหลผ่าน ลักษณะนี้ทำให้ Gate Valve เหมาะกับระบบท่อที่ต้องกา

อ่านต่อ
บอลวาล์ว (Ball Valve) คืออะไร

บอลวาล์ว (Ball Valve) คืออะไร?

บอลวาล์ว (Ball Valve) คืออะไร? หลักการทำงาน ประเภท วัสดุ และการเลือกใช้งานอย่างถูกต้อง บอลวาล์ว (Ball Valve) คือวาล์วประเภท Quarter-turn valve ที่ใช้ลูกบอลทรงกลมเจาะรูทะลุเป็นกลไกควบคุมการไหล เมื่อหมุนก้านวาล์วเพียง 90 องศา ตำแหน่งของรูบนลูกบอลจะเปลี่ยนจากขนานแนวท่อ เป็นตั้งฉากแนวท่อ เพื่อเปิดหรือปิดการไหลทันที จุดเด่นสำคัญของบอลวาล์วคือความสามารถในการปิดสนิท (Tight Shut-off) โครงสร้างเรียบง่าย และความทนทานต่อแรงดันที่เหมาะสมกับงานอุตสาหกรรมและงานระบบท่อทั่วไป ในทางวิศวกรรม บอลวาล์วถูกจัดอยู่ในกลุ่มวาล์วที่เน้นการเปิด–ปิด (On/Off Service) มากกว่าการควบคุมปริมาณแบบละเอียด เหมาะกับระบบของเหลวและก๊าซหลากหลายประเภท ตั้งแต่งานประปา งานลมอัด งานน้ำมัน ไปจนถึงงานกระบวนการในโรงงานอุตสาหกรรม     หลักการทำงานของบอลวาล์ว โครงสร้างภายใน หลักการทำงานของบอลวาล์วสัมพันธ์โดยตรงกับโครงสร้างภายในของอุปกรณ์ ดังนั้นการวิเคราะห์องค์ประกอบจึงเป็นพื้นฐานสำคัญ องค์ประกอบหลักของบอลวาล์วประกอบด้วย ตัวเรือนวาล์ว (Body) ลูกบอล (Ball) ที่มีรูทะลุเรียกว่า Port ที่นั่งวาล์ว (Seat) ก้านวาล์ว (Stem) ซีลและโอริง (Seal

อ่านต่อ
ท่อสแตนเลส คืออะไร

ท่อเหล็ก (Steel Pipe) และท่อสแตนเลส (Stainless Steel Pipe) คืออะไร? ประเภท มาตรฐาน เกรด และวิธีเลือกใช้งาน

ท่อเหล็ก (Steel Pipe) และท่อสแตนเลส (Stainless Steel Pipe) คืออะไร? ประเภท มาตรฐาน เกรด และวิธีเลือกใช้งาน ท่อเหล็ก (Steel Pipe) คือท่อที่ผลิตจากเหล็กกล้าคาร์บอนหรือเหล็กกล้าผสม ใช้สำหรับลำเลียงของไหล ก๊าซ ไอน้ำ และใช้เป็นโครงสร้างรับแรงในงานอุตสาหกรรม โดยมีทั้งแบบมีตะเข็บ (ERW – Electric Resistance Welded) และแบบไม่มีตะเข็บ (Seamless) ตามวิธีการผลิตและระดับแรงดันที่ออกแบบไว้ ท่อสแตนเลส (Stainless Steel Pipe) คือท่อที่ผลิตจากเหล็กกล้าไร้สนิมซึ่งมีโครเมียม (Chromium) อย่างน้อย 10.5% เพื่อสร้างชั้นป้องกันการกัดกร่อนตามธรรมชาติ เหมาะกับงานที่ต้องการความทนทานต่อสนิม ความสะอาด และความคงทนระยะยาว เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เคมี และระบบที่มีคลอไรด์ ความแตกต่างหลักระหว่างท่อเหล็กและท่อสแตนเลสอยู่ที่องค์ประกอบทางเคมี ความสามารถในการต้านทานการกัดกร่อน และอายุการใช้งานในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ โครงสร้างพื้นฐานของท่อ การเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของท่อ เป็นจุดตั้งต้นสำคัญก่อนเลือก ท่อเหล็ก (Steel Pipe) หรือ ท่อสแตนเลส (Stainless Steel Pipe) เพราะแม้ลักษณะภายนอกจะคล้ายกัน แต่ระบบการระบุขนาดและความหนามีหลักการเฉพา

อ่านต่อ